Sunday, 31 March 2013

ธุรกิจหอพัก คืนทุนช้าแต่กำไรงาม


การเจริญเติบโตของธุรกิจ ส่งผลต่อการขยายงานขององค์กรต่าง ๆ และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้พัฒนาและผลิตบุคลากรเพื่อป้อนตลาดแรงงาน กระบวนการดังกล่าวเป็นวงจรของกระบวนการทำงานในปัจจุบัน ทำให้ส่งผลต่อธุรกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและจากตัวเลขการเพิ่มขึ้นของการจ้างงานต่าง ๆ ทำให้มองเห็นช่องทางในการสร้างรายได้อีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจเสื้อผ้า และที่เราไม่สามารถมองข้ามไปได้ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ในขณะนี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือด และมีธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่ในขณะนี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือด และมีธุรกิจที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทคือ ธุรกิจเกี่ยวกับทำหอพักหรืออพาร์ตเมนต์ให้เช่า ซึ่งถือเป็นช่องทางหนึ่งที่สร้างกำไรให้กับเจ้าของธุรกิจดังกล่าวเป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการทำธุรกิจดังกล่าวจะมีระยะเวลาในการคืนทุนข้ากว่าธุรกิจอื่น ๆ แต่ก็เป็นธุรกิจที่เรามักเรียกกันว่า “เสือนอนกิน”


ดังนั้น บริษัท นาโน เซิร์ช จำกัด จึงได้ทำการศึกษาพฤติกรรมในการเลือกที่พักอาศัยดังกล่าวโดยศึกษากับกลุ่มตัวอย่างในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 200 ตัวอย่าง ในบริเวณที่มีที่พักอาศัย เช่นหอพัก อพาร์ตเมนต์หนาแน่น ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้จำกัดเฉพาะที่พักอาศัยที่ต้องจ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือนและเป็นห้องพัก

จากผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 42.0 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 58.0 สำหรับกลุ่มที่ศึกษานั้นต้องการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มคน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มนักเรียน / นักศึกษา และกลุ่มคนทำงาน ดังนั้นช่วงอายุเป็น 2 ช่วงอายุ คือ อายุ 18-22 ปี ร้อยละ 48.0 และอายุมากกว่า 22 ปี ร้อยละ 52.0

ในการคิดทำธุรกิจหอพักนั้นสิ่งที่ต้องคิด คือ การจัดให้มีเฟอร์นิเจอร์ใดบ้างในห้องแต่ละห้อง ซึ่งหากสอบถามจากความคิดเห็นของผู้บริโภคเราจะพบว่า ผู้บริโภคต้องการให้มีอุปกรณ์พื้นฐานเพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกที่จะเช่าพักหรือไม่ ทำให้ทราบว่าโดยส่วนใหญ่แล้วต้องการให้มีห้องน้ำในตัวทั้ง 2 ช่วงอายุ อันดับรองลงมาคือ ต้องการมีเตียงนอนและต้องการให้มีตู้เสื้อผ้า สำหรับข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับส่วนนี้คือกลุ่มคนอายุ 18-22 ปีซึ่งเป็นวัยนักศึกษา ได้แสดงให้เห็นว่าต้องการให้มีพัดลมเพดานในห้องที่พักแตกต่างอย่างชัดเจนกับกลุ่มอายุมากกว่า 22 ปี


นอกจากเฟอร์นิเจอร์พื้นฐานภายในห้องที่จำเป็นต้องมีแล้วนั้น สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนที่พักในห้องพัก คือ อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จะต้องมี เพราะโลกในปัจจุบันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นจึงได้มีการทำการศึกษาถึงพฤติกรรมในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้ามาใช้งานโดยสำรวจเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ในห้องพัก พบว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่กลุ่มตัวอย่าคิดว่ามีความจำเป็นมากที่สุดคือ “โทรทัศน์” ร้อยละ 35 รองลงมาคือ “วิทยุ / สเตริโอ” ร้อยละ 24 และพัดลมตั้งพื้น ร้อยละ 15 ตามลำดับ นับว่าเป็นช่องทางการขายที่น่าสนใจสำหรับสินค้าในประเภทดังกล่าว

สิ่งที่ผู้เช่าหรือผู้บริโภคจะใช้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจสำหรับการเลือกสถานที่ในการเช่านั้น มิได้คำนึงถึงค่าเช่าเป็นหลัก แต่หากพิจารณาลงไปแล้วพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ผู้เช่าเลือกคือ ความสะดวกในการดำเนินชีวิต เช่นการรับประทานอาหาร ร้อยละ 15.8 รองลงมา คือ การรักษาความปลอดภัย ร้อยละ 14.7 และระยะทาง / การเดินทางร้อยละ 13.3 สำหรับค่าเช่านั้นอยู่ในลำดับที่ 4  ทำให้ทราบว่าทำเลในการสร้างหอพักหรือห้องพักนั้นจะต้องเลือกทำเลที่ดีในการสร้าง มิฉะนั้นธุรกิจอาจไม่ประสบความสำเร็จได้ ในการตัดสินใจจะเลือกสถานที่พักหรือสถานที่เช่านั้น โดยส่วนใหญ่จากการสอบถามหรือเช็กข้อมูลตามสถานที่ต่าง ๆ เพื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลหลาย ๆ ส่วนก่อนจะมีการตัดสินใจเช่า โดยส่วนใหญ่แล้วผู้บริโภคมักจะสอบถามประมาณ 2-3 แห่ง เพื่อใช้เปรียบเทียบว่าจะเช่าที่ได้ถึงจะดี และมีบางส่วนที่จะสอบถามถึง 4-5 แห่งก่อนการตัดสินใจ

เมื่อได้สอบถามข้อมูลต่างๆ แล้วจะต้องมีระยะเวลาในการตัดสินใจย้ายหรือเปลี่ยนแปลงสถานที่เช่าใหม่ จะใช้เวลานานเท่าไหร่ที่จะหาข้อมูลและคิดว่าจะย้ายหรือเปลี่ยนที่พักใหม่ จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้เวลา 1 เดือน ในการตัดสินใจเพื่อย้าย ถึงร้อยละ 36.0 และใช้เวลา 2 เดือนในการเตรียมตัวหรือหาข้อมูลสำหรับย้าย และนอกจากนั้นจะเป็นการใช้เวลาเป็น 10 วัน หรือ 15 วัน ตามลำดับ


สำหรับการสร้างช่องทางการประชาสัมพันธ์ของธุรกิจหอพักค่อนข้างจะทำได้ยากหากจะมีประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ามีหอพักเปิดใหม่ ดังนั้นช่องทางที่ดีและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้คือ การทำประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพราะกลุ่มตัวอย่างนั้นจะได้ทราบว่าหอพักอยู่หรือไปยังย่านที่ตนเองต้องการจะพัก รองลงมาคือ การสอบถามจากเพื่อนหรือคนรู้จัก ร้อยละ 24.0 ในขณะที่ข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์เกี่ยวกับหอพักมีผู้ใช้สื่อดังกล่าวเพียง 4.5 เท่านั้น

จากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับการวางแผนในเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อต้องการประเมินสถานการณ์ความต้องการพักอาศัยในอนาคต ทราบว่า กลุ่มผู้เช่าหอพักอยู่นั้น มีความต้องการซื้อบ้านและคอนโดฯ สูงถึงร้อยละ 47.0 และร้อยละ 20.0 ที่ต้องการย้ายที่พักตามสถานที่ทำงาน แต่ยังคงอยู่หอพักเช่นเดิมจากคำตอบที่ได้นี้ นับเป็นช่องทางสดใสสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นบ้านหรือคอนโดฯ เพราะกลุ่มคนที่ต้องการมีที่พักอาศัยเป็นของตนเองเกือบครึ่งจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด

(ที่มา หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ)





<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

วิธีสร้างความสุขให้ลูกค้า สำหรับงานบริการ


เคล็ด ไม่ลับของการสร้างความประทับใจ ให้แก่บุคคลที่คุณติดต่อด้วย นั่นก็คือ การสังเกต (Observation) เป็นการค้นหาข้อมูล หรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นของลูกค้า โดยอยู่บนหลักการที่ว่า “ ทำอย่างไรให้ลูกค้าพอใจและสนใจที่จะใช้บริการของเราต่อไป” กระบวนการสังเกตที่มีประสิทธิภาพ มิใช่แค่สักแต่ว่าสังเกตเพื่อหาข้อมูลเท่านั้น การสังเกตที่ดีจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการบูรณาการข้อมูลที่ได้รับ นั่นก็คือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดพฤติกรรมตอบกลับว่า ควรจะแสดงออกต่อลูกค้าอย่างไรให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด การสังเกตก่อให้เกิดการกระทำในเชิงรุก (Proactive) โดยมิต้องรอให้ลูกค้าร้องขอรับการบริการก่อน ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกที่เหนือความคาดหวัง ซึ่งพฤติกรรมนี้เองย่อมเป็นเสน่ห์ดึงดูดใจแก่ลูกค้าให้ลูกค้าคิดถึงและอยาก ใช้บริการของเราต่อไป

การสังเกตก็คือ การเอาใจใส่นั่นเอง ก่อนอื่นเลยตัวคุณจะต้องใส่ความรักที่จะพัฒนาและปรับปรุงการบริการของตนเอง ก่อน และเมื่อคุณเกิดความคิดความรู้สึกเช่นนี้ คำถามที่จะตามมาก็คือ ลูกค้าต้องการบริการอะไรจากเรา และเราควรจะทำอย่างไรให้ลูกค้าติดใจและอยากขอรับบริการจากเราอีก

การสังเกตจึงเป็นกระบวนการเริ่มต้นให้เกิดการกระทำต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่บุคคลรอบข้าง  แล้วเราควรเอาใส่ใจลูกค้าในเรื่องใดบ้าง มีหลายเรื่องอยู่เหมือนกันที่อาจจะถูกมองข้ามไป หรือบางคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญเท่าไรนัก ขอสรุปเรื่องที่คุณควรสังเกตลูกค้าด้วยการตั้งคำถามในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


สังเกตถึง …. “ ข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า”
เรื่อง เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นข้อมูลของลูกค้าสามารถสร้างความประทับใจที่มีต่อตัวคุณได้ ขอเน้นว่าข้อมูลทั่วไปมิใช่เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ หากลูกค้าไม่ประสงค์อยากจะให้ข้อมูลแก่คุณ คุณเองไม่จำเป็นต้องไปล้วงลูกแบบว่าถามเซ้าซี้ ถามแล้วถามอีก เพราะถ้าเป็นแบบนี้แล้วรับรองได้ว่า ลูกค้าไม่ H-A-P-P-Y แน่นอน ดีไม่ดี คุณเองอาจจะต้องเสียลูกค้าไปในที่สุด สำหรับการหาข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า ไม่ยากเลยค่ะ ง่ายนิดเดียว เพียงแต่สังเกตและถามตนเองว่า “ อะไร” เป็นเรื่องที่ลูกค้าชอบบ้าง เช่น ชอบทานอาหารไทยอะไร ชอบสีอะไร กีฬาสุดโปรดคืออะไร นักร้องสุดปลื้มเป็นใคร


สังเกตถึง …. “ สิ่งที่ลูกค้ากระทำจนเป็นนิสัย”
กิจวัตรประจำวันที่ลูกค้าทำ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้า นั่นก็คือ เป็นเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดขึ้น ซ้ำ ๆ กัน ที่เรียกว่า “ นิสัย” เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นจากภายในที่แสดงออกมาภายนอกอยู่บ่อยครั้ง เช่น ก่อนเริ่มทำงานทุกครั้ง มักจะอ่านหนังสือพิมพ์ จิบกาแฟ หรือมักจะเดินไปหาเพื่อนอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อเดินกลับบ้านด้วยกัน หรือมักจะโทรศัพท์หาหวานใจทุก 6 โมงเย็น …. เห็นไหมค่ะว่า กิจวัตรประจำวัน จึงเป็นการกระทำที่มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น หรือเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกมาภายนอกที่กระทำเป็นประจำในรูปแบบของการตอบสนอง หรือตอบรับให้เห็นชัดที่มีแนวโน้มอาจจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็ได้ แตกต่างจากข้อมูลพื้นฐานของลูกค้าซึ่งถือว่าเป็นความชอบลึก ๆ ที่อยู่ภายในที่เปลี่ยนแปลงค่อนข้างยากถึงยากมาก



สังเกตถึง …. “ สีหน้าที่ลูกค้าแสดงออก”
สีหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงความรู้สึกหรือความต้องการของผู้พูดได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับบุคคลที่ไม่สามารถเก็บอารมณ์ได้ มักจะเป็นบุคคลที่แสดงออกมาทางสีหน้า เป็นบุคคลที่มีสีหน้าผันแปรโดยตรงกับอารมณ์ เช่น “ โกรธ” ก็ทำหน้าบึ้งตึง ไม่พูดไม่จากับใคร หรือ “ ชอบ” ก็ยิ้มแย้มแจ่มใส หน้าตาสดชื่น ฉายแววตาแห่งความสุข หรือ “ เบื่อ” ก็ทำหน้าหมดอาลัยตายอยาก แววตาสลดหดหู่ พบว่าการให้บริการที่ดีและให้ลูกค้าประทับใจนั้น ความสามารถในการสังเกตสีหน้าที่แสดงออกมาย่อมทำให้คุณปรับกลยุทธ์หรือวิธี การในการแสดงพฤติกรรมตอบกลับแก่ลูกค้าให้เหมาะสม เช่น หากคุณกำลังชี้แจงข้อมูลให้ลูกค้า และลูกค้าทำหน้าเบื่อ ๆ สายตาสลดหดหู่ ตัวคุณควรปรับเปลี่ยนวิธีการนำเสนอข้อมูล มิใช่ว่ายังมัวแต่ดันทุรังนำเสนอข้อมูลตามวิธีการเดิม ๆ ของตนอยู่


สังเกตถึง …. “ คำพูดที่ลูกค้าตอบกลับหรือสื่อออกมา”
คำพูดที่ได้ยินได้ฟังมา จะแสดงให้เห็นชัดว่าลูกค้ามีความรู้สึก ความต้องการอะไรจากเรา เขามีความชอบหรือไม่ชอบบ้างหรือไม่ ตัวคุณเองสามารถคาดเดาว่า ณ ขณะนี้ลูกค้ากำลังอยู่ในสภาวะอารมณ์อย่างไร เช่น “ เฮ้ย!! เบื่อสุด ๆ เลย” หรือ “ ทำไมคุณถึงทำงานแย่มากขนาดนี้” หรือ “ จะเอาอะไรหนักหนา งานที่ส่งมอบให้นายไป ทำไมเดี๋ยวแก้ แก้แล้วแก้อีก เบื่อจะแย่อยู่แล้ว” นักสังเกตชั้นยอด หากสามารถจับสีหน้าและคำพูดของลูกค้าได้ว่า ตอนนี้ลูกค้ากำลังรู้สึกอะไร เป็นอย่างไร รับรองได้ว่า พวกเขาจะเป็นคนมีเสน่ห์ที่สามารถเข้ากับใครต่อใครได้ แต่นั่นหมายความว่านักสังเกตเหล่านั้น จะต้องเป็นนักบริหารคนจากสีหน้าและคำพูดของลูกค้าที่รับรู้ได้เช่นกัน


สังเกตถึง …. “ ข้อมูลทางอ้อมที่เกิดขึ้น”
คุณไม่ควรละเลยข้อมูลทางอ้อมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารที่บังเอิญได้ยินได้ฟังมา หรือการขาดการติดต่อของลูกค้า อยู่ ๆ ลูกค้าเกิดหายไปไม่มีการตอบกลับด้วยวิธีการใด ๆ เลย และหากตัวคุณเองเจอสถานการณ์เช่นที่ว่านี้ ขอให้ตระหนักไว้เลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ไม่ธรรมดา ซึ่งบ่งบอกได้ว่าคุณอาจจะสูญเสีย ลูกค้าไป ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จงอย่าปล่อยปะละเลย และไม่ควรนิ่งดูดาย สิ่งแรกที่ต้องตั้งข้อสังเกต ก็คือ เพราะเหตุใดลูกค้าจึงไม่ติดต่อกลับมา การหาเหตุผลดังกล่าวนี้ไม่ยากเลย มีวิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามจากลูกค้าตรง ๆ ถึงความรู้สึกที่มีต่อการให้บริการ หรือการสอบถามจากบุคคลที่เกี่ยวข้องก็ย่อมได้


(บทความโดย Tanapipat อ้างใน happytreebiz.blogspot.com)




<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

จุดอ่อน e-Commerce


เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับคำถามจากแฟนคอลัมน์ท่านหนึ่ง ถามว่า ข้อด้อย หรือจุดอ่อนของอีคอมเมิร์ซ ที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง อืม...น่าคิดนะครับ เพราะส่วนใหญ่เราจะได้ยินแต่ข้อดี หรือจุดแข็งมากมายจนหลงทางกันไปหลายต่อหลายรายแล้ว การหยิบยกข้อเท็จจริงเรื่องนี้มาพูดคุยกันน่าจะเป็นประโยชน์กับ SMEs ที่สนใจจะเอาดีในธุรกิจทางด้านนี้

อย่างไรก็ดี เพื่อให้มองเห็นเหรียญทั้งสองด้านของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ผมขออนุญาตแนะนำทั้งในส่วนที่เป็นจุดแข็งที่ชัดเจนที่สุด ไปพร้อมๆ กับจุดอ่อนที่ทุกท่านจะต้องให้ความสนใจ และพยายามลดปัญหาดังกล่าว เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของตนเอง น่าจะดีกว่านะครับหากจะพิจารณาถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของการทำธุรกิจบนนี้ คงต้องแยกมองในมุมต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพครบถ้วน

เริ่มต้นในมุมมองของลูกค้าก่อน แน่นอนว่า จุดแข็งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ความสะดวกสบาย(สั่งซื้อ, ชำระค่าสินค้า และการจัดส่งสินค้า), การมีตัวเลือกของสินค้าให้มากมาย รวมถึงการเปรียบเทียบราคาสินค้าที่สามารถทำได้ภายในไม่กี่คลิก

แต่ถ้าเป็นมุมมองของเจ้าของธุรกิจ อีคอมเมิร์ซช่วยเปิดโอกาสของการทำธุรกิจกับตลาดต่างประเทศ, การลดต้นทุนในการที่ไม่ต้องเปิดหน้าร้าน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กสามารถดำเนินกิจการได้จากที่บ้าน ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับพื้นที่ปฏิบัติงาน และพื้นที่ทำเลขายไปได้มากทีเดียว


แต่ในมุมของจุดอ่อนที่สำคัญที่มีต่อผู้ซื้อ และผู้ขายจะต้องเอาชนะมันให้ได้ เพื่อทำให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซประสบความสำเร็จก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน โดยหากพิจารณาในมุมของผู้ซื้อ จุดอ่อนอันดับแรกเลยก็คือ ความกลัวในเรื่องของการถูกลักลอบใช้บัตรเครดิตไปซื้อสินค้า นอกจากนี้ยังจะมีเรื่องจุกจิกกวนใจอย่างเช่น สแปม ที่กำลังมาแรงไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้ผู้บริโภครู้สึกระอากับการซื้อสินค้าออนไลน์ไปเลย

เรื่องของค่าจัดส่งสินค้าก็เป็นเหตุผลสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ทำให้การสั่งซื้อค้าบนเน็ตไปไม่ถึงไหน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ราคาอาจจะแพงกว่าการซื้อจากภายในประเทศเสียอีก (ในกรณีที่มีสินค้า) ซึ่งในแง่จิตวิทยา ผู้บริโภคมักจะรวมค่าจัดส่งเข้ากับมูลค่าสินค้าเป็นราคาสุดท้ายที่ใช้ในการตัดสินใจว่าจะซื้อดี หรือไม่ สินค้าบางชิ้นอยากได้ แต่พอคำนวณราคาออกมาแล้ว แพงกว่าเกือบเท่าตัว เพียงแค่นี้ก็เป็นเหตุผลมากพอแล้วที่ผู้บริโภคจะไม่ซื้อ

ประเด็นของการไม่ได้จับต้องลองใช้สินค้าก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าอีคอมเมิร์ซไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเขาอย่างแท้จริง แม้บางเว็บไซต์จะใช้เทคโนโลยีสร้างภาพสินค้าให้สามารถหมุนดูได้ทุกมิติ แต่มันก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวอยู่ดี

ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ กรณีของการซื้อสินค้าออนไลน์ที่ไม่ใช่ soft goods (พวกซอฟต์แวร์ ไฟล์รูปภาพ เกม ฯลฯ) ผู้บริโภคจะยังไม่ได้รับสินค้าทันที นั่นหมายความว่า พวกเขาต้องรอสินค้านั้นส่งมานานหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ นอกจากนี้เรื่องของการให้บริการลูกค้าทั้งทางโทรศัพท์ และทางอีเมล์ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะไม่สามารถให้บริการที่น่าพึงพอใจกับลูกค้าออนไลน์ได้ โดยเฉพาะการตอบอีเมล์ พึงระลึกว่า เวลา 1 วันของการรอคอยการตอบอีเมล์เท่ากับ 1 สัปดาห์ในความรู้สึกของผู้บริโภค


คราวนี้เรามาดูในมุมที่เป็นจุดอ่อนของฝั่งผู้ค้ากันบ้าง ซึ่งอันดับแรกก็จะเหมือนกับผู้บริโภคนั่นคือ การลักลอบใช้บัตรเครดิตสั่งซื้อสินค้า โดยจากสถิติทั่วโลกมีเปอร์เซ็นต์การโกงบัตรเครดิต 1% ถึง 3% ของทรานส์แอ็กชันทั้งหมดที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ เรื่องของการให้บริการกับลูกค้า โดยเฉพาะออเดอร์การจัดส่งสินค้าที่มีปัญหาจนทำให้การจัดส่งถึงมือลูกค้าล่าช้า รวมไปถึงการยกเลิกสินค้าที่จัดส่งไปแล้ว และการคืนสินค้า ปัจจัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ค้ารู้สึกเสียเวลาเท่านั้น แต่มันยังเป็นต้นทุนสำคัญที่เจ้าของธุรกิจไม่ควรมองข้ามไปอีกด้วย ทางแก้ก็คือ จะต้องพยายามลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

ประเด็นในเรื่องของค่าบริการบัตรเครดิตที่ค่อนข้างสูง สินค้าที่มีส่วนต่างของกำไรค่อนข้างน้อยอาจจะไม่เหมาะกับการทำธุรกิจบนนี้ นอกจากนี้ การโฆษณาออนไลน์ให้ได้ผลยังต้องใช้เม็ดเงินที่สูงพอสมควรอีกด้วย เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอุปสรรคขั้นพื้นฐานที่บรรดาเจ้าของธุรกิจออนไลน์จะต้องเอาชนะให้ได้

(บทความโดย ประสิทธิ วรฉัตราวณิช อ้างใน smebiz-consult.com)



<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

8 วิธีเพิ่มยอดขายด้วยการเป็นมิตรกับลูกค้า

ท่านเคยนึกบ้างหรือไม่ว่าเพราะเหตุใดที่ทำให้คนบางคนยอมเปิดกระเป๋าสตางค์จ่ายเงิน ซื้อสินค้าหรือบริการ และเพราะเหตุใดที่ทำให้คนบางคนเดินออกจากร้านไปแบบไม่มีวันกลับมาอีก  ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เขามีต่อบริษัทของคุณนั่นเอง คุณเองก็สามารถเพิ่มยอดขายให้ธุรกิจของคุณได้ด้วยการ“เป็นมิตรกับลูกค้า” ด้วยวิธีการง่าย ๆ 8 ประการต่อไปนี้
  1. พลังแห่งอิสตรี
    สิ่งสำคัญประการแรกที่จะเพิ่มยอดขายก็คือต้องเข้าใจว่าลูกค้ามีพฤติกรรมในการซื้ออย่างไร   ทราบหรือไม่ว่าการจะตัดสินใจซื้ออะไรสักอย่างนั้น ผู้หญิงมีส่วนสำคัญมากในการตัดสินใจถึงร้อยละ 60-80 ทีเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตามห้างสรรพสินค้าที่ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถม ที่ผู้หญิงโปรดปรานนั้นยังใช้ได้ผลเสมอ  แต่ในขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์จะใช้กลยุทธ์ที่ต่างกันเพราะผู้หญิงมีส่วนตัดสินใจเพียงร้อยละ 7 ของผู้ที่มีกำลังซื้อเท่านั้น
  2. ประสบการณ์ที่ได้รับสำคัญกว่าราคาสินค้า
    การให้บริการที่ดีและการเพิ่มยอดขายควรจะมาคู่กัน แต่บางทีก็แยกจากกันเนื่องจากคนที่เป็นเซลล์ไม่ค่อยสนใจ และ/หรือไม่ช่วยเหลือลูกค้า คุณควรคิดว่าหากคุณเป็นลูกค้าคุณอยากได้บริการอะไร อย่างไร จากนั้นให้ปรับกลยุทธ์ในการให้บริการเสียใหม่  แค่พนักงานพูดจาไม่ดีเพียงครั้งเดียวก็อาจทำให้คุณสูญเสียลูกค้ารายสำคัญไปตลอดกาล
  3. ให้ความรู้แก่ลูกค้า
    ผู้บริโภคฉลาด ๆ สมัยนี้มีเยอะ  พวกเขาจะเปรียบเทียบคุณภาพกับราคาของสินค้า ดังนั้นการจะทำให้สินค้าหรือบริการของคุณดึงดูดใจพวกเขาได้ คุณควรจะมีแหล่งข้อมูลของสินค้าของคุณที่สามารถอ่านได้สะดวก เช่น แผ่นพับ ใบปลิว วิดีโอ เว็บไซท์ หรือจัดคอสฝึกอบรมต่าง ๆ ให้ลูกค้า เป็นต้น
  4. มีจรรยาบรรณ
    ผู้บริโภคมักจะไม่ซื้อสินค้าหากภาพพจน์ของผู้บริหารหรือบริษัทไม่ดี ดังนั้นคุณควรจะแสดงให้เห็นว่าคุณบริหารธุรกิจแบบมีจรรยาบรรณ เช่น การรับประกันคุณภาพของสินค้า การคืนเงินหากไม่พอใจ หรือการให้เงินบริจาคกับการกุศลต่าง ๆ เป็นต้น
  5. สร้างบรรยากาศในร้าน
    ข้อควรคำนึงง่าย ๆ ที่จะตกแต่งร้านก็คือ “หากลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานมากเท่าใด พวกเค้าก็มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากขึ้นเท่านั้น” การลงทุนใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จำพวกสื่อภาพและเสียงจะช่วยให้ลูกค้าใช้เวลาในร้านนานขึ้น คุณอาจจัดให้มีที่นั่งภายในร้านที่ทั้งผู้หญิงผู้ชายสามารถผ่อนคลาย เปิดเพลงเพราะ ๆ ทันสมัยช่วยด้วย หรือจะเพิ่มความสดชื่นในอากาศด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ ก็มีส่วนเสริมเช่นกัน
  6. คุยกับลูกค้า
    ถึงแม้สังคมไทยจะเป็นสังคมที่คนไม่ค่อยพูดและขี้เกรงใจ แต่คุณยังสามารถนำวิธีการพูดคุยทักทายกับลูกค้ามาช่วยเพิ่มการขายได้ ให้ลูกค้าได้ซักถามเรื่องต่าง ๆ เป็นการเพิ่มยอดขายและช่วยให้ลูกค้าประทับใจกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ไปซื้อจากที่อื่น เห็นง่าย ๆ ในร้านบางร้านที่ให้พนักงานพูดเสียงดังเป็นระยะว่า “สอบถามได้นะค้า/คร้าบ”
  7. การจัดวางสินค้า
    คนส่วนมากจะถนัดด้านขวา เมื่อเดินเข้าร้านก็จะเดินชิดขวาและมองไปทางขวาก่อน ดังนั้นคุณควรจะจัดวางสินค้าที่ขายดีหรือต้องการโปรโมทไว้ทางด้านขวา หากคุณวางไว้ทางซ้าย ก็มีแนวโน้มว่าลูกค้าจะเดินผ่านไปและกลับมาโดยไม่มองอีกเลย
  8. การซื้อของเป็นเรื่องของอารมณ์
    ผู้บริโภคหลายรายหาซื้อของอย่างมีจุดหมาย หากคุณขายสินค้าที่เกี่ยวกับการให้หรือการใช้ส่วนตัวล่ะก็ คุณต้องสร้างบรรยากาศของร้านให้เข้ากับสินค้าที่ขาย เช่น ขายการ์ดอวยพรหรือของขวัญ ก็ควรใช้บรรยากาศและสีที่อบอุ่น  จะทำให้ลูกค้าใช้เวลาอยู่ในร้านนานขึ้น
จะเห็นได้ว่าการที่จะ“เป็นมิตรกับลูกค้า”นั้นคือการให้ลูกค้ามีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มเข้ามาในร้าน ซึ่งอาจจะแจกสินค้าตัวอย่าง หรือเอกสารก็ได้ นอกจากนั้นแล้วคุณควรทำแบบสอบถามเพื่อหาข้อเสนอแนะ ติชมจากลูกค้าทั้งหญิงและชาย รวมทั้งจากเซลล์ของร้านเอง เป็นครั้งคราวด้วย

(อ้างใน http://www.smethailandclub.com)




<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

Friday, 29 March 2013

ทำอย่างไร เมื่อลูกค้าขอคิดดูก่อน

ปัญหาอย่างหนึ่งที่นักขายพบเจอเป็นประจำคือ เวลาเข้าพบลูกค้า หลังจากการนำเสนอ ลูกค้าจะบอกว่าขอคิดดูก่อน และเงียบหายไป แม้ว่าพนักงานขายจะพูดโน้มน้าวหลายครั้ง แต่มักไม่ค่อยสำเร็จ เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้งเข้าก็รู้สึกหมดกำลังใจในงานขาย ยิ่งทำยอดขายไม่ได้ก็รู้สึกกดดันไปกันใหญ่ วิธีโน้มน้าวให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วขึ้น มาแนะนำดังนี้
 

 
ที่ลูกค้า “ขอคิดดูก่อน” นั้น หากมองว่าเป็นการปฏิเสธอย่างนุ่มนวลก็ยังไม่ถูกทั้งหมด เพราะนักขายยังไม่หมดความหวังเสียทีเดียว เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเมื่อไร ลูกค้าจึงจะตัดสินใจได้ ก็ต้องกลับมาพิจารณาดูว่าในการนำเสนอขายครั้งนี้ มีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง
  • มุ่งเน้นการปิดการขายมากเกินไป การรวบรัดอาจทำได้ ถ้าลูกค้ามีใจโอนเอียงมาที่สินค้าเรามาก แต่อาจไม่ได้ผลในทุกกรณี เพราะบางครั้งลูกค้าอาจมี คำถามคาใจด้วยซ้ำว่าทำไมนักขายถึงเร่งมากที่จะปิดการขาย ภาพจึงออกมาเป็นลบ นักขายจึงต้องใจเย็นลงเล็กน้อย นำเอาผลประโยชน์และความรู้สึก ของลูกค้าเป็นที่ตั้ง โดยมองผลของการขายเป็นการสร้างฐานลูกค้าระยะยาว ที่จะนำไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนนักขายในที่สุด มากกว่าเพียงปิดการขาย เพื่อได้ออร์เดอร์เท่านั้น
  • ไม่ศึกษาความต้องการของลูกค้าเสียก่อน นักขายจำนวนไม่น้อยที่ชอบบอกราคา หรือแสดงสิ่งซึ่งตนเองมีอยู่ให้ลูกค้าได้ทราบ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับลูกค้า เลยว่า มีความต้องการอะไร มีวัตถุประสงค์อะไร นำไปใช้อย่างไร ก่อนการนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ที่นักขายเตรียมตัวมาให้ลูกค้า ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งยอดขาย และที่สำคัญคือสูญเสียฐานลูกค้า ยิ่งถ้าลูกค้าหันไปชอบสินค้าของคู่แข่งเสียแล้ว ลูกค้ามักไม่กลับมาใช้สินค้าของเราอีก หรือเรียกได้ว่ากลับมาก็ยาก ถึงแม้เราจะนำเสนอภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่า
  • ถามคำถามที่ลูกค้าไม่อยากตอบ นักขายที่ไม่ประสบความสำเร็จอาตจเกิดจาการตั้งคำถามกับลูกค้า คำถามที่สร้างความอึดอัด และลำบากใจ หรือเป็นคำถาม ที่จู่โจมลูกค้ามากเกินไป ทำให้ลูกค้าเกิดความระแวง ไม่เชื่อมั่นในตัวคุณ จึงไม่ตัดสินใจใช้สินค้าหรือบริการของคุณ

ด้วยเหตุนี้ การสร้างประเด็นคำถามเป็นอีกประเด็นที่นักขายต้องผึกหัดและนำมาใช้ เข้าใจลักษณะคำถามที่ทำให้ลูกค้าอยากเปิดเผย ซึ่งสามารถสรุปได้ 4 ประเด็นดังนี้
  1. การถามภาพรวม (Overview Question) แสดงถึงความสนใจในลูกค้า เป็นการลดแรงกดดันที่มีระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
  2. ถามเกี่ยวกับเรื่องของแนวโน้มการตัดสินใจ (Trend) ทำให้มีความเข้าใจถึงปริมาณการใช้และช่วงเวลาที่จะสั่งซื้อ
  3. ถามถึงผู้ที่มีอิทธพลในการตัดสินใจซื้อ (Influencing Question) เป็นคำถามที่จะพยายามค้นหาว่าผู้ใดหรือกระบวนการใดที่สำคัญในการตัดสินใจซื้อ การมีอิทธิพลบางครั้งอาจไม่ใช่ผู้บริหาร แต่เป็นการอ้างถึง(Reference) หมายถึงผู้ที่เคยใช้แล้วประทับใจจึงบอกต่อ
  4. คำถามเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริง ทำให้ทราบถึงจุดประสงค์หลักในการซื้อสินค้า ทำให้นักขายสามารถค้นหาวิธีการในตอบสนองต่อความต้องการ ที่แท้จริงของลูกค้า ก่อนการถามทุกครั้ง ต้องมีกริยาท่าทางที่แสดงถึงความอ่อนน้อม และถามความจริงเพื่อได้ข้อมูลที่แท้จริงจากลูกค้า
งานขายไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นเพียงแนวทางที่นักขายต้องฝึกมาก ๆ เพื่อความชำนาญ นักขายต้องเรียนรู้ให้มาก เพื่อเมื่อถึงเวลาจำเป็นสามารถนำมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ทำให้มีโอกาสในการปิดการขายมากกว่า นักขายที่ไม่ได้เรียนรู้และปรับปรุงตัวเอง



<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต 
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


 

  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

วิธีคุมกระแสเงินสด ทำอย่างไร

ช่วงที่ธนาคารปล่อยเงินกู้น้อยลงและเก็บดอกเบี้ยแพงขึ้นแบบนี้ ผู้ประกอบการต้องไม่ชะล่าใจและพยายามคงความคล่องตัวของกระแสเงินสดเอาไว้ให้ดี และนี่คือ 5 วิธีที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ปรับใช้กับธุรกิจ 
 
 
รายได้ของบริษัทที่มาจากเพียงแหล่งเดียวนั้นไม่ควรเกิน 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด
การพึ่งแหล่งรายได้ใดแหล่งหนึ่งมากเกินไปก่อให้เกิดความเสี่ยงมาก ถึงแม้ธุรกิจของเราจะมีฐานลูกค้าที่มั่นคงแค่ไหน หรือแม้แต่มีลูกค้าเป็นองค์กรของภาครัฐ หากเราเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เราต้องแน่ใจว่ารายได้ของบริษัทที่มาจากเพียงแหล่งเดียวนั้นไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ทั้งหมด การแบ่งรายได้ที่ว่าสามารถทำได้หลายแบบขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ เช่น แบ่งตามแผนก ประเภทสินค้า หรือภาคธุรกิจ 

ตัดรายจ่ายฟุ่มเฟื่อยออกไปและจ่ายเงินให้ทันกำหนด
คอยดูรายการเดินบัญชีธนาคารของบริษัทผ่านอินเตอร์เน็ตเสมอ พยายามเรียกเก็บเงินให้ทันเวลาเพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาการไม่มีเงินสดสำหรับจ่ายเมื่อมีการเรียกเก็บ
 
 
ลดค่าใช้จ่ายเมื่อมีโอกาส
พิจารณาหาสาเหตุของปัญหาการเงินว่ามาจากไหน ลองเจรจากับร้านค้าเพื่อขอเครดิต รวมถึงรับชำระเงินเป็นบัตรเครดิตแทนเงินสดบ้าง

ลองหาวิธีอื่นในการเพิ่มทุน
หากเรารับชำระด้วยบัตรเครดิตลองหาบริษัทที่เรียกว่า Merchant Advance ซึ่งจะเข้ามาตรวจดูรายได้ของธุรกิจผ่านบัญชีบัตรเครดิตและให้เงินทุนล่วงหน้า ซึ่งทำให้เราไม่ต้องรอเงินที่เรียกเก็บจากบัตรเครดิตเหล่านั้น
 
นำเงินที่มีไปต่อยอด
ถ้าธนาคารต่างๆ งดปล่อยสินเชื่อ ให้นำเงินที่มีไปเป็นหลักประกันกับธนาคารเพื่อขอกู้และนำไปใช้เพิ่มทุนเพื่อขยายธุรกิจ การมีเงินสดจะเปล่าประโยชน์หากไม่มีการจัดสรรที่ดี การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย และสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทจะเป็นตัวชี้วัดว่าธุรกิจไปรอดหรือตายอยู่ข้างทาง ให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดของบริษัทตั้งแต่วันนี้เพื่อความมั่นคงของธุรกิจในอนาคต
 
อ้างอิงจาก  INCquity
 



<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

กลยุทธ์เด็ดขายของตลาดนัดให้รุ่ง



การนำสินค้ามาขายที่ตลาดนัด หรือการหาตลาดนัดเพื่อนำสินค้า มาวางขาย ช่วงที่เศรษฐกิจกำลังไปได้ด้วยดีของประเทศ การขายของที่ตลาดนัด เป็นอะไรที่ลงทุนน้อยกำไรมาก แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าจะเอา”สินค้าอะไร” ไปขายตลาดนัด

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาสินค้าที่จะนำมาขายที่ตลาดนัดที่ขายดีที่สุด คือ

1. อาหาร คนที่ขายของที่ตลาดนัดมานานจะรู้ว่า ไม่มีอะไรขายได้ดีเท่ากับอาหาร แต่ก็มีข้อเสียคือ ต้องขายให้หมดในวันนั้นเลย

2. พวกกิ๊ปช็อป ประเภทของทั่วไปเกี่ยวกับการแต่งตัวของสุภาพสตรีตามตลาดนัดนิยมขายกันมากไม่แพ้ อาหาร ขายง่าย และเสียยากที่สำคัญ มีของให้ขายเยอะประเภทกว่า อาหาร ตลาดนัดที่จะขายสินค้าพวกนี้ดีที่สุดคือ บริเวณหน้าโรงงาน ถ้าตลาดนัดไหนที่อยู่ใกล้โรงงานของสาวฉันทนา ก็เป็นแหล่งที่ชุมนุมของเหล่าพ่อค้า และ แม่ค้ามากที่สุด…..แหล่งที่จะหาซื้อก็แถว สำเพ็ง และ เยาวราช เป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในกรุงเทพแต่ถ้าจะให้ได้ของถูกอีกหน่อย ก็ต้องไป ตั้งแต่ประมาณ ตี 5-8 โมงเช้าเพราะจะมีพ่อค้านำสินค้ามาขายในราคาขายส่งกันเยอะมาก


3. สินค้าประเภท รองเท้า อันนี้ขายดีเป็นอันดับ 3 เลย ผมเคยเอามาขายต่อจากแผงกิ๊ปช็อป ขายออกบ่อยมาก ตามตลาดนัด จะมีร้านขายรองเท้า ไม่ค่อยมากเป็นเพราะ การเรียงหรือการจัดจะยุ่งยาก ก็เลยไม่ค่อยมีขายตามตลาดนัดมากนัก …..แหล่งซื้อก็อยู่แถว สำเพ็ง แต่ให้เดินลึกเข้าไปอีกหน่อย เลยไปแถวเยาวราชก็จะเจอร้านขายส่งรองเท้า ถ้าต้องการของลงตลาดนัดในวันนั้นก็ให้ไปช่วงเช้า

4. เสื้อผ้า มีเยอะมากทุกตลาดนัดเลย ก็ขายออกได้เรื่อย ๆ ยิ่งถ้าใกล้ถึงช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ปีใหม่ สงกรานต์ จะเป็นสินค้าที่ขายดีมากในตลาดนัด การขายเสื้อผ้าตามตลาดนัด มีข้อเสียอย่างคือ รูปแบบของเสื้อผ้า ต้องทันสมัยตามแฟชั่นถึงจะได้รับความนิยม  เพราะสินค้าประเภทเสื้อผ้าเป็นสินค้าที่ตามตลาดให้ทันอยู่เสมอ…..แหล่งซื้อหา ย่านโบเบ้ สำเพ็ง ประตูน้ำ และตลาดเช้าหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวกรุงเทพ

5. นาฬิกา ทั้งตลาดนัดถ้าจำไม่ผิดมีขายน้อย เนื่องเพราะการจัดแต่ละครั้งใช้เวลามากแล้วยังต้องคอยระวังเกี่ยวฝนด้วย ตลาดนัดที่ผมขายจำได้ว่าใช้วิธีปูผ้าแล้ววางเลย เพราะขายน้อยก่อนเอาทุนแล้วค่อยเพิ่มสินค้าทีหลัง นาฬิกาถ้าจะขายที่ตลาดนัดต้องไม่แพงนะ และต้องตั้งราคาไว้เผี่อลูกค้าต่อรองราคา นาฬิกาที่แนะนำน่าจะเป็น นาฬิกาปลุก นาฬิกาติดผนัง ไม่แนะนำนาฬิกาข้อมือนะครับขายยาก และรวมของประเภท ที่ขายด้วยกันได้เข้าไปหลายอย่างหน่อย…..แหล่งซื้อหา ก็แถวคลองถมครับแต่เป็นคลองถมอีกฝั่งนะครับคือจะมีฝั่งที่ขายนาฬิกาโดยเฉพาะ และขายทุกวัน เปิดตั้งแต่เวลาประมาณ 9-10 โมงเช้าคือเป็นถนนขายทุกวันสังเกตง่าย

 
อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการเป็นผู้ค้าที่ต้องการขายสินค้าแบบให้ได้มาก ๆ ก็ต้องสำรวจสินค้าที่ตลาดนัดที่เราจะนำสินค้ามาขายก่อน ว่ายังขาดอะไร กลุ่มลูกค้าประเภทไหนที่มีมากและสินค้าประเภทไหนที่ยังมีขายน้อยหรือเป็นที่นิยมแต่มีคนขายไม่มาก
ข้อแนะนำคือถ้าคุณสามารถทำสินค้ามาขายเองได้จะยิ่งดี แต่อย่าขายประจำที่ตลาดนั้นนาน เพราะจะขายดีช่วงแรก ๆ เท่านั้น

 

 

<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาเท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"

  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

 

เปิดท้ายขายของ ช้อปปิ้งถูกใจ สบายกระเป๋า

"เปิดท้ายขายของ" กิจกรรมยอดฮิตของคนชอบช้อปปิ้ง และปัจจุบันก็กลายเป็นอาชีพหลักของใครหลายๆ คนเช่นกัน เนื่องจากเศรษฐกิจช่วงนี้ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก ทำให้ผู้คนหันมาหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้กันมากขึ้น

 
สำหรับสินค้าที่วางขายในตลาดเปิดท้ายนั้น จะมีทั้งสินค้ามือหนึ่งและมือสอง ส่วนใหญ่จะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ ของกิน ของใช้ และอื่นๆ อีกจิปาถะ (อะไรที่ขายได้มีหมด) ส่วนสถานที่เปิดท้ายขายของนั้นก็มีอยู่มากมาย และดูเหมือนจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เรียกได้ว่า ตลาดเปิดท้ายขายของในตอนนี้เนี่ยอินเทรนด์... สุดๆ
 
วันนี้เราเลยจะขอเอาใจทั้งคนซื้อ คนขาย และคนที่ชอบไปเดินเล่นชิลๆ นำเสนอสถานที่เปิดท้ายขายของสุดฮอตที่คนฮิตไปเดินเลือกซื้อสินค้า ว่าแต่จะมีที่ไหนบ้างนั้น ไปดูกันเลย... ยะฮิ้ว…!! (อะไรจะเริงร่าขนาดนั้น อิอิ)
 
ตลาดยิ่งเจริญ(ถนนสะพานใหม่) หรือเรียกอีกชื่อว่า "ตลาดนัดคลองถม 2"
มีสินค้าหลากหลายครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า ของกิน ของใช้ รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมบางวันยังมีสัตว์เลี้ยงน่ารักมาขายอีกด้วย ทั้งหนู กระต่าย ลูกสุนัขพันธ์ต่างๆ ที่นี่จะมีร้านสินค้ามือสองประมาณ 200 แผง และสินค้าใหม่ประมาณ 250 แผง รวมๆ แล้วก็มีร้านค้าประมาณ 450 แผง เรียกว่าเดินกันทั้งวัน เดินอย่างเมามันส์ไม่มีเบื่อจริงๆ
 
เปิดให้บริการในวันจันทร์ – พุธ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 14.00 – 22.00 น.
 
ตลาดปัฐวิกรณ์  (ถนนนวมินทร์)
ตลาดนัดขนาดใหญ่ที่สินค้าส่วนใหญ่แทบจะเป็นของมือสองทั้งหมด สำหรับสินค้าที่มีวางจำหน่ายนั้น มีทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของกิน ของใช้ และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกเพียบ ประมาณว่ามียันถ้วย ถัง กะละมัง หม้อ เลยอ่ะ (ของที่นี่เขาเยอะจริงๆ) เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ ส่วนราคานั้นก็แสนจะย่อมเยาว์มากๆ มีตั้งแต่ 5 บาทขึ้นไป (เสื้อบางตัวราคา 5 บาทเองค่ะ)
 
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 13.00 – 20.00 น.
 

ตลาดนัดติดแอร์ (ห้างพันทิพย์ พลาซ่า สาขาบางลำภู งามวงศ์วาน)
ตลาดนัดติดแอร์ในห้างพันทิพย์พลาซ่า โดยจะอยู่ชั้นบนสุด สำหรับสินค้าที่มีวางจำหน่ายนั้น มีทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของกิน ของใช้ และสินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงหนังสือเก่าหายากต่างๆ ก็มีวางขายอยู่หลายร้าน
 
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.00 – 20.00 น. แต่ตลาดจะคึกคักสุดๆ ในช่วงวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์
 
ตลาดเปิดท้ายขายของบริเวณถนนท่าพระจันทร์
แหล่งช้อปปิ้งยอดฮิตของวัยรุ่นเด็กแนว (แต่ถึงจะไม่แนวก็ช้อปฯได้) สินค้าที่วางขายบริเวณนี้ก็หลากหลายไม่แพ้ที่ไหนๆ แม้จะมีพื้นที่ไม่กว้างมากนัก มีทั้ง เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด เครื่องประดับต่างๆ แถมอาหารบริเวณนั้นก็ยังอร่อยตั้งหลายร้านอีกด้วย
 
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 16.00 – 20.00 น.
 
แหม... ไหนๆ พูดถึงตลาดบริเวณท่าพระจันทร์แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึง "ตลาดวังหลัง" ที่อยู่ตรงข้ามท่าเรือท่าพระจันทร์ ฝั่งโรงพยาบาลศิริราช แหล่งรวมรองเท้าและกระเป๋ามือสอง ที่มีให้เลือกกันอย่างจุใจ สภาพโดยรวมแล้วคล้ายกับสวนจตุจักรโซนเสื้อผ้าและรองเท้ามือสอง ราคานั้นก็ถูกแสนถูก ใครอยากได้ของถูกมาที่นี่ไม่ผิดหวังแน่
 
เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น. แต่ของจะเยอะสุดๆ ในวันพุธค่ะ
 
ตลาดนัดเปิดท้าย ข้างห้างเมเจอร์ รัชโยธิน
ตลาดนัดเปิดท้ายสุดฮิต ที่มีร้านค้าเป็นของเหล่าดาราเพียบ สำหรับสินค้าที่มีวางจำหน่ายนั้นก็มีหลากหลาย ไม่ว่าเป็น เสือผ้า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า พร้อมสินค้าเบ็ดเตล็ดมากมาย ของกิน ของใช้ รวมไปถึงบริการเสริมความงาม ต่อผม ต่อขนตา ต่อเล็บ ทำเล็บ เพ้นท์เล็บ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่สินค้าของที่นี่จะเป็นของใหม่ จะมีสินค้ามือสองบ้างบางประปราย เช่น รองเท้าและกระเป๋ามือสอง
 
เปิดให้บริการทุกวัน ยกเว้นวันจันทร์ ตั้งแต่เวลา 16.00 – 23.00 น.
 
 
ตลาดรัชดาไนท์ (ถนนรัชดา – ลาดพร้าว)
ช่วงตั้งแต่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินรัชดาภิเษก จนถึง สถานีลาดพร้าว แหล่งรวมอะไหล่รถคลาสสิค ไม่ว่าจะเป็น โฟล์คเต่า ออสตินมินิ มอเตอร์ไซค์ เวสป้า ฯลฯ ทุกค่ำคืนของวันเสาร์ที่ตลาดรัชดาไนท์ ถือเป็นแหล่งรวมพลของคน (รัก) แต่งรถเลยก็ว่าได้ สินค้าที่มีวางขายนั้นก็มีหลากหลาย ทั้งอะไหล่รถ ของแต่งรถสวยๆ มากมาย บางทีก็มีรถมาจอดติดป้ายขายเอาดื้อๆ สภาพของรถนั้นก็มีสภาพเดิมๆ ไปจนถึงสวยปิ๊งเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกด้วย เช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง แผ่นซีดี นาฬิกา เสื้อผ้า รองเท้ามือสอง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับ ที่ห้อยโทรศัพท์มือถือ ของตกแต่งบ้าน
 
เปิดให้บริการเฉพาะคืนวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 18.30 – 02.00 น.
 
ซอยละลายทรัพย์ ถนนสีลม (ข้างธนาคารกรุงเทพ และตามที่ว่างซอกตึก)
ตลาดที่ขึ้นชื่อมากในเรื่องแหล่งช้อปฯของสาวออฟฟิศ เรียกได้ว่าเดินแต่ล่ะทีนี่ทรัพย์ละลายเลยทีเดียว (อิอิ) ด้วยข้าวของที่มากมายหลากหลาย ราคาก็มีตั้งแต่ถูกจนถึงราคาแพง ตั้งแต่ของธรรมดาจนถึงของแบรนด์เนมที่สั่งมาจากนอก ทั้งเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องประดับ ของกิน ของใช้ และสินค้าเบ็ดเตล็ดอีกเพียบ
 
เปิดบริการทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 - 16.00 น.
 
นอกจากนี้ ยังมีตลาดเปิดท้ายขายของอีกเพียบเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็น...
  • ตลาดนัดเมืองทองธานี
  • ตลาดคลองถม (ตั้งอยู่เขตป้อมปรามศัตรูพ่าย แถวหน้าโรงพยาบาลกลาง และแยกวรจักร)
  • ตลาดนัดที่ห้างยูเนียนมอลล์ (ใกล้กับเซ็นทรัล ลาดพร้าว)
  • ตลาดนัดบริเวณมหาวิทยาลัยรมคำแหง 2
  • ตลาดพระรูป คลอง 2 ธัญบุรี
  • ตลาดเฟื่องฟ้า คลอง 3 ธัญบุรี
  • ตลาดคลอง 8 ลำลูกกา ปากซอยวัดดอนใหญ่
  • ตลาดหน้าห้างโลตัส สะพานใหม่
  • ตลาดวงศกร แถววัชรพล
  • ตลาดนัดหลังสำนักงานใหญ่ บ.การบินไทย  (ถนนวิภาวิดีรังสิต หน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ)
  • ตลาดใหม่ดอนเมือง  (ถนนวิภาวิดีรังสิต ดอนเมือง)
  • ร้านเจ๊เล้ง (ดอนเมือง ถนนวิภาวิดีรังสิต ทางเข้ากองทัพอากาศด้านทิศใต้)
  • ตลาดนัดหลังตึกรัชดาคอมเพล็กซ์  (ถนนรัชดาภิเษก)
  • ตลาดนัดซอยอารีย์
  • ตลาดนัดอโศก  (ซอยอโศก ถนนสุขุมวิท)
  • ตลาดนัด อ.ส.ม.ท.
  • ตลาดนัดข้างกระทรวงศึกษาธิการ  (ถนนราชดำเนิน)
  • ตลาดนัดหลังกระทรวงการคลัง
  • ตลาดนัดซอยเฉยพ่วง  (ข้างธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่)
โอ้วว้าว... เป็นไงกันบ้างวัยรุ่น!! นี่เป็นเพียงตัวอย่างตลาดเปิดท้ายขายของที่เรานำมาฝากเพื่อนๆ เท่านั้นนะคะ หากเพื่อนๆ คนไหนมีตลาดเปิดท้ายเจ๋งๆ ก็อย่าลืมแนะนำกันบ้างน้า... ช้อปปิ้งถูกใจ สบายกระเป๋า เราไปเดินตลาดเปิดท้ายขายของกันดีกว่า... ว่ามั้ยๆ
 
 

<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"

 

  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

เบื้องหลังความสำเร็จของ Terminal 21

1 ตุลาคม 2555...คุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าพ่อแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บอกเล่าบนเวทีเสวนาว่า...หลายๆ คนทำธุรกิจนับสิบปี แต่กลับไม่รู้เลยว่า จริงๆ ลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ แต่ชอบคุยกับบริษัทโฆษณา การตลาดชอบใช้งบโฆษณา แต่กลับไม่ชอบทำ survey ตอนหลังคุณอนันต์ลองไม่ใช้บริษัทโฆษณาเลย

 
คุณอนันต์เลือกที่จะ survey ด้วยตัวเอง จนพบว่า...คนทำงานทั่วไปเวลาหาอาหารกินตามเส้นรถไฟฟ้า มีเพียงสถานี MBK ที่จะกินได้อย่างสบายใจทุกวัน
 
ความลับของห้างสรรพสินค้าคือ food court ที่ทำกำไรสูงสุด แม้ว่าจะราคาถูกสุด!
 
คุณอนันต์คิดระหว่างนั่งอึว่า ชนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่เคยไปเมืองนอก เลยคิดสร้าง Terminal 21 ให้มีรูปแบบการตกแต่งภายใน ...บรรยากาศเหมือนสถานที่เที่ยวดังๆ ทั่วโลก โดยมีจุดขายที่ food court อาหารราคาถูกมาก
 
 
ทำไมขายได้ถูก เพราะว่า food court ที่ Terminal 21 ไม่ได้เก็บค่าเช่าเลย ยอมขาดทุน! food court ของ Terminal 21 เลยได้ลงสื่อจากความราคาถูก บ่อยมาก ได้ลง CNN ด้วย
 
ร้านเต้าทึงเช็งซิมอี๊ที่ Terminal 21 ขายได้วันละ 50,000 บาท
 
คุณอนันต์ยอมขาดทุน 21 ล้านต่อปีในแง่ของ food court และ "ส้วม" โดยไม่ต้องลงทุน 200 ล้านต่อปีเพื่อโฆษณา คุณอนันต์ไม่เข้าใจว่าทำไมศูนย์การค้าทั่วไปไม่ยอมลงทุนกับ "หัวส้วม"แบบ Terminal 21 ราคาหมื่นบาท มีห้องน้ำ 18 ห้อง รวม 2 ล้านบาท ผู้หญิงส่วนใหญ่มีปัญหาเวลาเข้าส้วมที่ศูนย์การค้าเพราะไม่สะอาด กระดาษบางมากดึงแล้วขาดต้องใช้ครึ่งม้วน ความลับเวลาเข้าส้วมแล้วพบว่าไม่มีกระดาษคือชักโครกไปเรื่อยๆแล้ววักน้ำขึ้นมาล้างก้นจนสะอาด (ฮากลิ้ง)
 
ช้อนที่ Terminal 21 หายวันละ 50 คัน และทิชชู่หายวันละหลายม้วนเหมือนกัน food court ขายได้เดือนละ 14 ล้าน Terminal 21 ขาดทุนล้านสามต่อเดือน ปกติน้ำเปล่าห้างได้กำไรเท่าตัว แต่ที่นี่ขายถูกมาก คุณอนันต์ดูราคาเองวันก่อนขาย
 
 
ถ้า food court ขายได้กำไร » คุณอนันต์บอกไม่ให้โบนัสเลยสักคน พนักงานเลยตั้งราคาขาดทุนกันหมด คุณอนันต์คิดอยู่อย่างเดียวว่าอยากให้ห้างคนเต็ม จึงเป็นที่มาของการคิดต่าง บนความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
 
นี่แหละ ทุกความสำเร็จเริ่มต้นมาจากแนวคิด ใครที่ชอบ copy แต่วิธีการ แต่ไม่เคยเรียนรู้แนวคิดคนสำเร็จ ก็ยากจะสำเร็จกิจการใหญ่
 
 
 

<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"

 

  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

Sunday, 24 March 2013

การสร้างระบบ แฟรนไชส์

 
1. สูตรอาหาร
เรื่องนี้เป็นเรื่องโดยปกติไปแล้ว แต่อยากให้ทำในลักษณะที่ไม่สามารถลอกเลียนได้ คราวนี้ทำอย่างไรถึงลอกเลียนสูตรอาหารไม่ได้หละ ก็ต้องใช้การสกัดสารเคมี บางตัวที่ต้องการ เช่นต้องการความหอมของผักชี รวมกับ ความเผ็ดของพริกไท ก็ให้นักเคมีสกัดเอาเฉพาะสิ่งที่ต้องการออกมา ทำเป็นผงแป้ง หรือ น้ำก็ตาม แล้วนำมาเป็นสูตรที่ส่งไปให้ ลูกข่ายได้อย่างสบายใจ หรือ ทำเป็นอาหารกึ่งสำเร็จแล้วขายเป็นวัตถุดิบในการขายของ แฟรนไชส์ซี่ อย่าทำอาหารที่สำเร็จแล้วส่งไปให้ หรือแช่แข็งนานๆ ครับ เพราะรสชาติ และ คุณภาพของอาหารจะด้อยไป

2. การจดทะเบียนต่างๆ พร้อม ตราสินค้า และ ลิขสิทธิ์

อันนี้ก็แล้วแต่คุณแล้วครับว่าจะจดทะเบียนอะไร แต่ตราสินค้า เป็นเรื่องสำคัญนะครับ
 

3. ร้านต้นแบบ
การสร้างร้านต้นแบบขึ้นมา ก็เพื่อนำมาศึกษาหาข้อดีข้อเสียของธุรกิจที่คุณกำลังทำว่ามีความสามารถเพียงใด ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งเท่าใด ระบบการขายอย่างไร ระบบเก็บเงินอย่างไร.. หลายๆอย่างจะได้จากร้านต้นแบบ แต่ถ้าคุณมีร้านอยู่แล้ว ก็ต้องสร้างระบบควบคุมให้รัดกุม และ เป็นระบบที่สามารถกระจายการทำได้อย่างมีหลักมีเกณฑ์

4. วัสดุอุปกรณ์ที่จะให้ แฟรนไชน์ซี่
เมื่อมีร้านต้นแบบ คุณก็จะสามารถคำนวนได้แล้วว่าจะมีของอะไรบ้าง ป้ายโฆษณา โลโก้ ขาดไม่ได้เลยทีเดียว

5..ระบบการจัดการธุรกิจ และ การอบรม ร้านต้นแบบ
เป็นจุดเริ่มต้น ระบบจัดการธุรกิจ ก็ต้องทำให้เป็นไปอย่างง่ายๆ เป็นระบบ สามารถทำการอบรม หรือ อ่านคู่มือแล้วสามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอน เป็นต้น  การอบรมให้ทำธุรกิจได้ก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณภาพของสินค้าของเราจะดีหรือไม่ก็ขึ้นกับ คุณภาพของ แฟรนไชน์ซี่ด้วยว่า รับรู้วิธีการ และเข้าใจในการดำเนินการธุรกิจมากน้อยเพียงใด ดังนั้น การอบรม จึงเป็นวิธีการพื้นๆ แต่ได้ผลในการทำให้ระบบงานทั้งระบบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน


6. สัญญา และ มูลค่า แฟรนไชน์
การตั้งราคามูลค่าแฟรนไชส์ก็ควรตั้งให้เหมาะสม การทำสัญญาให้รัดกุมก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ปรึกษาทนาย และ ดูจากสัญญาของระบบงานอื่นดูบ้างก็ดี

7. การจัดหาวัตถุดิบ และ ควบคุมคุณภาพ
สินค้าจะมีคุณภาพหรือไม่ วัตถุดิบก็มีส่วนสำคัญ คุณภาพของวัตถุดิบที่เราจะนำมาทำนั้น เป็นคุณภาพแบบไหน ความชื้นเท่าได ต้องรักษาและดูแลอย่างไรถึงจะรักษาคุณภาพของวัตถุดิบ ให้เป็นไปตามกำหนดได้ การจัดซื้อจากแหล่งใดก็ต้องหา Supplier ที่สามารถควบคุมคุณภาพให้เราได้เช่นกัน...คำเตือน อย่าตุนสินค้าไว้ในคลังเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เงินหมุนเวียนขาด..

8. การจัดการเรื่องการรับ และ ส่ง วัตถุดิบ
คุณต้องเข้าไปดูแลตั้งแต่การรับสินค้าจาก Supplier การเก็บเข้าคลัง และ การกระจายสินค้าออกไปสู่ แฟรนไชส์ซี่ การจัดทำ Packaging ที่ทำจากเครื่องเลย ก็มีส่วนช่วยให้ลดแรงงานลงไปได้..เช่นน้ำจิ้ม หรือ สูตรสำเร็จที่จะใส่ในน้ำซุปเป็นต้น

9. ราคาวัตถุดิบที่จะขายให้ แฟรนไชส์ซี่
ราคาวัตถุดิบที่จะขายนั้น ควรจะเป็นราคาที่ไม่สูง หรือ ต่ำจนเกินไป ต้องรับรู้ว่า จริงๆแล้ว เราต้องการสิ่งเหล่านี้ไปโดยตลอด เป็นรายได้หลักของเราที่จะเข้ามาทุกวัน หากคุณภาพ และ ราคาไม่เหมาะกันแล้ว คุณอาจจะเสียลูกข่ายไปได้ง่ายๆ หรือ แฟรนไชส์ซี่ เล่นกลซื้อของอย่างอื่นมาใช้แทน คุณก็จะเสียรายได้หลักไปโดยปริยาย

10. การดูแลลูกข่าย
เพื่อให้คุณภาพถึงมือผู้บริโภค คุณต้องดูแลลูกข่ายในการจัดการเรื่องต่างๆ ช่วยแก้ปัญหา และ หาวิธีดำเนินการให้เรียบง่าย และ สอดคล้องกับนโยบายธุรกิจของคุณ คนที่ติดต่อกับลูกค้าจริงๆ เป็นแฟรนไชน์ซี่ ดังนั้น ปากต่อปาก มักมาจากคุณภาพของ แฟรนไชน์ซี่ จะดีหรือเลวก็มาจากพวกเค้า จะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ก็มาจากพวกเค้าเหล่านั้น.. แล้วคุณจะดูแลพวกเค้าหรือไม่


11. การเข้าสู่ตลาด และ การโฆษณาประชาสัมพันธ์
ตรงตัวครับ ต้องโฆษณา ต้องมีการประชาสัมพันธ์ ต้องมีกลุ่มพันธมิตร สื่อสารให้คนที่ต้องการซื้อระบบได้รับทราบ แสดงให้เห็นข้อดีของการซื้อแฟรนไชส์ของเรา และ ผลตอบแทนที่เค้าเหล่านั้นจะได้รับ ถ้าเขาเหล่านั้นเห็นความคุ้มค่ามากกว่ารายอื่น เค้าก็จะมาเป็นแฟรนไชน์ซี่ของคุณเอง

12. การควบคุมคุณภาพของแต่ละลูกข่าย
คุณควรมีระบบตรวจสอบคุณภาพของลูกข่ายว่ายังคงดำเนินการตามวิธีการที่ตั้งไว้หรือไม่ คุณภาพของสินค้าที่จำหน่ายไปได้คุณภาพหรือไม่ ต้องทำเป็นประจำเพราะ คนไทย มักชอบหาหนทางลัดที่อาจจะทำให้ภาพพจน์ และ ธุรกิจโดยรวมของคุณเสียก็ได้...
  

13. การกระจายศูนย์เพื่อควบคุมลูกข่าย
เมื่อคุณขยายลูกข่ายออกไปมากๆ การควบคุมดูแลจะเริ่มมีปัญหา ดังนั้น การสร้างศูนย์ เพื่อควบคุมลูกข่ายเป็นหนทางแก้ปัญหาอย่างหนึ่งเช่น ศูนย์ภาคเหนือ ศูนย์ภาคอีสานเป็นต้น มีการอบรมพนักงานในศูนย์เป็นประจำ และ ตรวจสอบคุณภาพการให้บริการของศูนย์เหล่านั้น อยู่บ่อยๆด้วย

14. การรับเรื่องร้องเรียน จากลูกค้า และ ศูนย์ควบคุมลูกข่าย
การที่คุณเปิดช่องทางร้องเรียน จากลูกค้า หรือ จากลูกข่าย หรือ ศูนย์ควบคุมลูกข่าย คุณจะสามารถรับรู้ได้ว่า ตอนนี้ สถานการณ์โดยรวมของระบบงานของคุณนั้น อยู่ในสภาวะใด การที่ได้ยินคำติมากๆ หรือ คำชมมากๆ จะทำให้คุณรับทราบว่า คุณต้องทำสิ่งใดต่อไป.. ยังไงแล้ว ความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญนะครับ..
 

15. การสื่อสารประชาสัมพันธ์ระหว่างเครือข่าย
คุณควรจะสร้างระบบการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์เรื่องต่างๆของธุรกิจ คู่แข่ง จุดแข็ง และ เรื่องต่างๆให้เครือข่ายรับทราบอยู่เป็นประจำ ทำให้เค้ารับรู้ว่า เขาทำงานกับระบบงานที่มั่นคง และ เราดูแลเขาเป็นอย่างดีเพื่อความก้าวหน้าและมั่นคงของธุรกิจ ตลอดไป

16. การขยายธุรกิจแนวอื่นๆ
เมื่อถึงจุดหนึ่งของธุรกิจ จะถึงจุดอิ่มตัว คิดเรื่องการขยายธุรกิจแนวอื่นๆไว้ตั้งแต่เนิ่นๆได้เลยครับว่า คุณจะทำเรื่องใดเสริมเข้าไป หรือ ต่อยอดในเรื่องใดบ้าง เพื่อเป็นการเปิดตลาดในกลุ่มใหม่ๆ หรือให้บริการใหม่ๆ กับลูกค้าเจ้าประจำของคุณ




<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต
ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต  เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย
 

หลักในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์


ในขณะนี้เราจะเห็นว่ามีแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) เกิดขึ้นเยอะมาก และหลายท่านก็เป็นแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ที่สร้างแบรนด์และมีระบบที่ดี แต่หลายท่านก็ยังเป็นแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ที่เพิ่งเกิดใหม่ ถ้าเราเป็นแฟรนไชส์ซี (Franchisee) หรือกำลังคิดที่จะเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) นั้น

การเลือกแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ที่ถูก ก็เปรียบเหมือนกับการได้คู่สามีภรรยาที่ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าเกิดเลือกไม่ถูกก็จะไม่ยั่งยืน เพราะสามีเปรียบได้กับแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ส่วนภรรยาก็เปรียบได้กับแฟรนไชส์ซี (Franchisee) และถ้าเราเป็นแฟรนไชส์ซี (Franchisee) นั้นก็เปรียบเหมือนภรรยาที่ได้ผู้นำไม่ดี ชีวิตครอบครัวก็ไม่ราบรื่น ดังนั้นการเลือกคู่ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) จะต้องมีขั้นตอนอยู่ทั้งหมด 7 ขั้นตอนหลักๆ ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 เราจะต้องเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) เสียก่อน
เพราะคำว่า “ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise)” นั้น จริงๆ แล้วเป็นคำที่เพิ่งเกิดมาเมื่อหลังปี ค.ศ.1950 ซึ่งในช่วงก่อนปี 1950 นั้น มีแต่คำว่าลูกจ้างบริษัทและเจ้าของบริษัท ซึ่งแน่นอนว่า คำว่าลูกจ้างบริษัทนั้นก็คือผู้มีรายได้ที่แน่นอน มีความรับผิดชอบในงาน กลับบ้านไปก็นอนหลับพักผ่อนได้ แต่คนที่เป็นเจ้าของนั้นจะตรงกันข้าม พอหลังจากยุคปี 1950 ก็จะเริ่มเกิดคำว่า “พันธมิตรธุรกิจ” ขึ้น

ซึ่งจะเป็นเรื่องของไลเซนซิ่งหรือการให้สิทธิต่างๆ ซึ่งคำว่าแฟรนไชส์ (Franchise) เป็นธุรกิจสายกลางระหว่างลูกจ้างและเจ้าของ เพราะว่าคนที่ทำธุรกิจกับแฟรนไชส์ (Franchise) นั้น คุณเป็นเจ้าของเต็มตัว แต่คุณใช้สิทธิของแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ในเรื่องของแบรนด์ และ Know How และคุณก็จ่ายเงินค่าใช้สิทธิตรงนั้นไป เมื่อหมดอายุสัญญาแล้วคุณก็จะคืนแบรนด์โลโก้ หรือคืนสิทธิต่างๆ ให้กับแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) กลับไป เพราะฉะนั้นก็จะทำงานเป็นแบบเจ้าของ เพราะถ้าถามว่าคุณเป็นเจ้าของเต็มตัวหรือไม่ก็ไม่เชิงทีเดียวนัก คุณจะเป็นลูกจ้างเต็มตัวหรือไม่มันก็ไม่ใช่ เพราะคุณมีอิสระเป็นเจ้านายของคุณเอง แล้วคุณก็จะต้องทำการลงทุนและลงแรงเอง เสียสละเวลา ความสุขต่างๆ ไป

ดังนั้นคุณจะต้องรู้จักกับค่าว่า “ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise)” ก่อนเพราะนี่คือข้อเริ่มต้น หลายคนมักเข้าใจผิดว่าธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) เป็นเหมือนการซื้อหุ้น คือลงทุนแต่ไม่ต้องลงแรง ซึ่งความเป็นจริงนั้นจะแตกต่างกัน ถ้าเราเริ่มเข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) แล้ว และเรารู้ว่าตัวเราเองจะต้องเป็นอย่างไรนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ....


ขั้นตอนที่ 2 เราจะต้องถามว่า ตัวเรานั้นชอบธุรกิจประเภทไหน
บางคนชอบทำดอกไม้ ชอบขายอาหาร ชอบเสริมสวย ชอบสปา ชอบเบเกอรี่ เพราะถ้าเกิดเราได้ทำในสิ่งที่เรารักหรือชอบนั้นก็จะได้ผลดี ดังนั้นวิธีที่จะดูว่าเราชอบธุรกิจอะไรนั้น ผมขอยกตัวอย่างเช่น เวลาว่างเราชอบทำอะไรที่ทำแล้วมีความสุข บางคนบอกว่าชอบอ่านหนังสือ ชอบทำอาหาร ชอบนวด ฯลฯ หรือตัวอย่างที่สองคืองานอดิเรก เราชอบทำอะไร เพราะหลายคนทำงานอดิเรกจนเกิดเป็นอาชีพได้ เช่น ทำคุกกี้ทานกันเองในบ้าน แจกเพื่อนบ้าน จนตอนหลังวางขายหน้าหมู่บ้านและเริ่มกระจายไปอีกหลายหมู่บ้าน เป็นต้น

ซึ่งนี่ก็คืองานอดิเรกที่สามารถกลายเป็นอาชีพได้ หรือแม้กระทั่งงานที่เราใฝ่ฝันไว้ตั้งแต่เกิด งานที่เราทำแล้วมีความสุข เพราะฉะนั้นเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน เพราะถ้าเกิดคุณเป็นคนที่มีนิสัยรักสวยรักงาม ชอบเดินเฉิดฉาย ชอบแสดงออกแต่ไม่ชอบที่จะลงคลุก และถ้าคุณเป็นอย่างนั้น ธุรกิจอาหารอาจจะไม่เหมาะกับคุณ คุณอาจจะเหมาะที่จะทำร้านเสริมสวยอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าเลือกทำธุรกิจที่เกิดจากที่เราชอบได้นั้นก็จะดี แต่ชีวิตของการเป็นลูกจ้างนั้น บางทีต้องรักในสิ่งที่เราทำ มากกว่าได้ทำในสิ่งที่เรารัก



ขั้นตอนที่ 3 ถ้าเรารู้ว่าเราชอบธุรกิจอะไรแล้วทำไมเราถึงจะต้องทำแฟรนไชส์ (Franchise)เพราะคำว่าเราชอบทำธุรกิจอะไรนั้นเราอาจจะเปิดร้านของเราเองได้ เช่น เปิดร้านดอกไม้ ร้านขายเทป หรือแม้แต่ร้านขายกาแฟเราก็สามารถจะเปิดเองได้ ทำไมเราถึงจะต้องซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) เราก็ถามตัวเองว่าเราต้องการได้ ความรู้ไหม ต้องการ Know How ไหม เพราะหลายคนอาจบอกว่าทำเองเหนื่อยหน่อยแต่ก็ถือเป็นความภูมิใจ หากเป็นเช่นนั้นก็เดินเส้นทางเจ้าของเลยไม่ต้องเดินเส้นทางแฟรนไชส์ (Franchise) แต่อีกหลายคนก็บอกไม่อยากเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่ ไม่ต้องการที่จะนับหนึ่ง ต้องการซื้อ Know How มาเลย

เพราะฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้ก็คือตอบโจทย์ได้ว่าทำไมเราถึงต้องซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) หรือบางคนอาจจะบอกว่าต้องการทีมงานสนับสนุน เพราะถ้าเกิดทำธุรกิจคนเดียวภายใต้ภาวะการแข่งขันนั้นไม่รอดแน่ ก็ต้องการทีมสนับสนุน ซึ่งทีมสนับสนุนที่มีประสบการณ์นั้นแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) จะมีทีมสนับสนุนที่ส่งมาได้ หรือบางคนอาจบอกว่า ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงต้องการเรื่องแบรนด์มาช่วย หรือต้องการการสนับสนุนในขอบเขตที่กว้างขึ้น อย่างเช่น ธุรกิจซัก อบ รีด ซึ่งจะต้องลงทุนซื้อเครื่องจักรมาเองก็คงจะไม่ไหว

แต่ถ้าเราเป็นแฟรนไชส์ซี (Franchisor) ของธุรกิจ ซัก อบ รีด นั้นเค้ามีโรงงานอยู่แล้ว เราเป็นเพียงหน้าร้านก็จะง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นกับคำตอบที่ว่าทำไมเราถึงจะต้องทำแฟรนไชส์ (Franchise) คือ คุณจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าและก็เหนื่อยน้อยกว่าคุณทำแฟรนไชส์ (Franchise) เอง ซึ่งถ้าเกิดคุณได้คำตอบว่าซื้อแฟรนไชส์ (Franchise) แล้วมีความสุขมากกว่า เหนื่อยน้อยลงตรงนี้ก็เป็นสิ่งถูกต้อง แต่คำว่ากำไรมากกว่านั้น ผมจะต้องขยายความว่า กำไรที่มากกว่านั้นเราจะต้องจ่ายค่ารอยัลตี้ฟี ซึ่งบางคนอาจจะบอกว่าได้กำไรในแง่เงินบาทที่มากขึ้น แต่บางคนอาจจะได้กำไรที่เป็นเปอร์เซ็นต์ที่มากขึ้นกว่าที่เราทำเอง.. แต่แน่นอนระหว่างการอยู่เป็นโสดมีความสุขกับอยู่เป็นคู่แล้วมีความสุข ต้องเลือกแบบอยู่เป็นคู่แล้วมีความสุข ซึ่งนั่นก็คือเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise)


ขั้นตอนที่ 4 เราจะต้องศึกษาแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ด้วยความใจเย็น
เพราะในช่วงของการศึกษานั้นก็เหมือนการดูใจกัน ซึ่งจะมีอยู่ 3 ขั้น ดังนี้
 
ขั้นแรกก็คือ หาแบรนด์ที่เหมาะ  เช่นถ้าเราต้องการทำธุรกิจร้านกาแฟ ในตอนนี้มีแบรนด์ร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมายเป็นหลายร้าน เราก็สามารถเอาหลายสิบร้านนั้นมาศึกษาได้หมดเลยว่าธุรกิจเค้าเป็นอย่างไร มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร และอันไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเราในสถานที่ที่เราต้องการ
 
ขั้นที่สอง ก็ต้องศึกษาเงื่อนไขของการทำธุรกิจของเขาเองกับลูกค้า เช่น เรื่องของหลักการตลาดกับลูกค้าว่าเป็นอย่างไร การวางแผนธุรกิจ การทำโปรโมชั่น แผนการพัฒนาเรื่องคนเป็นอย่างไร รวมทั้งศึกษาเงื่อนไขที่เค้าจะทำกับเราคือในแง่ของแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) กับแฟรนไชส์ซี (Franchisee) เพราะฉะนั้นจะมีอยู่ 2 มุม มุมแรกคือธุรกิจนั้นกับลูกค้า และมุมที่สองคือธุรกิจนั้นกับแฟรนไชส์ซี (Franchisee) โดยการดูเงื่อนไขนั้น เราก็จะต้องเปรียบเทียบโดยเอาแต่ละแบรนด์มาเปรียบเทียบกัน เราควรจะขอรายชื่อของแฟรนไชส์ซี (Franchisee) แล้วโทรคุยกับแฟรนไชส์ซี (Franchisee) ถามถึงความพร้อมของแต่ละแบรนด์ โดยโทรคุยกับหลายๆ รายเพื่อดูว่าคนที่เป็นแฟรนไชส์ซี (Franchisee)

ก่อนหน้านั้น เค้ามีความประทับใจและพอใจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) รายไหนไม่ยอมบอก คุณก็ต้องสงสัยไว้ก่อนเลยว่าทำไมมีดีแล้วถึงปกปิด แต่ถ้าแฟรนไชส์ (Franchise) เค้าดี เค้าจะเปิดเผยหมดและกล้าบอกให้ด้วยความจริงใจ อีกประการหนึ่งก็คือ ขอคุยกับเบอร์หนึ่งของบริษัทเพื่อรู้ถึงนโยบาย แผนธุรกิจและแนวคิด เพราะการที่คุณเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) นั้น คุณจะต้องทำสัญญาระยะยาวกับเค้า และถ้าเกิดคุณยังไม่รู้ว่าเบอร์หนึ่งคิดอย่างไร เพราะลูกทีมเค้าสามารถจะเปลี่ยน เข้าๆ ออกได้ แต่เบอร์หนึ่งจะเป็นหลักให้คุณเพราะเป็นคนที่กำหนดนโยบายและทิศทาง และเรื่องนี้มันจะสอดคล้องกับระยะเวลาการลงทุน

ส่วนคำถามที่จะต้องถามกับเบอร์หนึ่ง ก็คือ ถ้าเลิกก่อนอายุสัญญาจะต้องทำอย่างไร หรือถ้าหมดอายุสัญญาแล้วจะต่อใหม่อย่างไร คนไทยหลายคนบอกว่าไม่ควรคุยเรื่องของอายุสัญญา ก่อนที่จะหมดอายุสัญญาเพราะถือเป็นลางไม่ดี แต่เรื่องของลางเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นในการที่คุณจะทำธุรกิจนั้นมันเป็นไปได้ครับ เพราะธุรกิจทุกอย่างมีความเสี่ยง ถ้าทุกอย่าง Happy Ending ก็จบ แต่ถ้าเกิดมันไม่ Happy และจะเลิกกลางคัน เราก็ต้องตกลงกันก่อนว่าจะแบ่งสินสมรสกันอย่างไร เพราะฉะนั้นการทำธุรกิจและการลงทุนนั้นก็เหมือนกัน แต่ถ้าเกิดเราทำจนตลอดอายุสัญญาแล้ว ถ้าดีแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) อาจจะปรับราคาขึ้นในบางข้อหรือบางเงื่อนไขในสัญญา ทำให้เราเสียเปรียบในอนาคต ซึ่งข้อนี้จะต้องคุยไว้ก่อนเลยและจะต้องทำเป็นเอกสารแนบท้ายสัญญาด้วย ดังนั้นการที่เราศึกษาแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ด้วยความใจเย็น

คำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้ก็คือ ควรจะเป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่เป็นการดูว่าถูกแล้วค่อยตัดสินใจเลือกแบรนด์ เพราะคำว่าแบรนด์นั้นจะต้องเป็นแบรนด์ที่มีประสบการณ์และมีความสำเร็จอยู่ในอดีต เช่น ถ้าคุณจะลงทุนกับแบรนด์ร้านกาแฟแบล็คแคนยอน ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว การจ่ายเงินอาจจะสูงหน่อย แต่เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ดีกว่าที่จะลงทุนในแบรนด์ที่เกิดใหม่ เป็นต้น

 
ขั้นตอนที่ 5 ให้ลงมือเจรจาต่อรอง
ซึ่งเงื่อนไขของการเจรจาจะมีอยู่ 2 เรื่องเสมอ คือเจรจาทุกเรื่องที่เป็นตัวเลขและทุกเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเลข ซึ่งคำว่าทุกเรื่องที่เป็นตัวเลขนั้นหมายถึงทุกอย่างที่เป็นตัวเงิน ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา เปอร์เซ็นต์ของค่าธรรมเนียม ราคาสินค้าและ Credit Term ส่วนเงื่อนไขที่ไม่ใช่ตัวเลขก็สามารถเจรจาได้หมด เช่น เรื่องของแบบฟอร์มต่างๆ เรื่องของการ Support ว่าจะให้คนนั้นคนนี้เข้ามาคุยกรณีที่มีปัญหาหรือมีข้อซักถามใดๆ เป็นต้น กล่าวคือให้เจรจาในทุกๆ เรื่องให้หมด อีกประการหนึ่งที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง ให้คุณใช้เหตุผลไปเจรจาต่อรอง คุณไม่ควรแสดงถึงความอยากได้ เพราะคุณจะตกเป็นรองทันที คุณขออะไรเค้าก็จะไม่ให้ แต่ถ้าคุณลองที่จะเป็นเจ้าสาวที่มีเสน่ห์ มีฟอร์มนิดๆ ก็จะทำให้ฝ่ายชายเค้ารู้สึกว่าเรานั้นมีคุณค่า และเค้าก็อยากได้เราเพราะเราทำงานท่ามกลางหลักการและเหตุผล

ขั้นตอนที่ 6 เตรียมตัวเปิดร้าน
โดยการหาคนมาและส่งไปอบรมกับแฟรนไชส์ซอร์ และเมื่ออบรมเสร็จแล้วเราก็จะต้องมีอบรมเสริมเพื่อปรับจูน ให้เข้ากับทำเลให้เข้ากับเราซึ่งเป็นหัวหน้างาน มีการศึกษาเรื่องของ Operation Manual หรือคู่มือการปฎิบัติการ มีการเซ็นต์เรื่องของสัญญาในส่วนของ Promotion ของการเปิดร้าน เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องของการเตรียมตัวนั้นคุณจะต้องศึกษาให้ดีอย่างละเอียดทีเดียว

ขั้นตอนที่ 7 การสนับสนุนตลอดอายุสัญญา
หรือศัพท์ทางเทคนิคจะเรียกว่า On Going Support เพราะเรื่องนี้มีความสำคัญ แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) หลายรายเปิดร้านเสร็จแล้วก็ให้คุณช่วยตัวเองทุกเรื่อง ซึ่งก็มีส่วนจริงและก็ไม่จริง ซึ่งในส่วนจริงก็คือคุณเป็นเจ้าของร้านแล้ว คุณก็ควรจะมีการช่วยเหลือตัวเอง เพราะในการทำการตลาด และในการบริหารจัดการในร้านจะขึ้นอยู่แต่ละทำเลๆ แต่ในการ Support จากภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นการทำ Corporate Marketing การทำ Training ฯลฯ จะต้องมีการ Support ในภาพรวมของทางแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ด้วย

สุดท้ายก่อนจะจบ ผมขอเรียนว่าธุรกิจแฟรนไชส์ (Franchise) นั้นเหมือนสามีภรรยา เพราะการที่เป็นสามีภรรยามีหลายส่วนที่เหมือนกันเป๊ะ ก็แต่งงานกันได้ไม่ต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะเป็นส่วนที่ต้องปรับตัวเข้าหากัน สามีต้องปรับตัวเข้าหาภรรยาและภรรยาต้องปรับตัวเข้าหาสามี เพราะฉะนั้นกลยุทธ์ของการเลือกคู่ที่ผิดแฟรนไชส์ (Franchise) นั้น จะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเป็นคนเลือก ตัวคุณเป็นคนตัดสิน

เหมือนกันกับว่าการที่เราจะแต่งงานนั้น คุณพ่อ คุณแม่ของเรามีส่วนช่วยเราแสดงความคิดเห็น แต่การตัดสินใจและวิธีคิดนั้นอยู่ที่ตัวเรา ดังนั้นขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านเจอคู่ที่เหมาะสม เจอแฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) ที่เหมาะสม และถ้าเจอแล้วขอให้ปรับตัวเข้าหากัน ยอมรับ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แล้วธุรกิจของคุณก็จะประสบความสำเร็จแน่นอนครับ ขอให้โชคดี ร่ำรวยกันทุกท่าน





<<<วีดิโอแนะนำ เพื่อการเปลี่ยนแปลงชีวิต>>>

คิดแบบคนรวย จากพ่อรวยสอนลูก
http://www.youtube.com/watch?v=X0tDzsDm9jQ
อยากรวยคิดใหม่
http://www.youtube.com/watch?v=efYFEANtkW0
เงินสี่ด้าน
http://www.youtube.com/watch?v=3R8dfjw4UzQ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
"หากคุณกำลังคิดจะทำธุรกิจส่วนตัวบางอย่างบนโลกออนไลน์ แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นอย่างไร  เราเชิญคุณมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสุข ความสำเร็จ ที่สร้างบนพื้นฐานของมิตรภาพ มีรายได้แน่นอน มั่นคง ด้วยประสบการณ์ 17 ปี ในการทำธุรกิจเครือข่าย ติดต่อประสานงานผ่านอินเตอร์เน็ต ไม่ต้องไปพบลูกค้า ไม่ต้องเข้าร่วมประชุม ไม่ต้องลงทุนด้วยเงินก้อนโต 
เริ่มต้นเพียง 180 บาท เท่านั้น"

ต้องการศึกษาข้อมูลทำธุรกิจเพิ่มเติม คลิกที่นี่!

"แด่ความสุขและความสำเร็จของคุณ"


  ธัชพล ปราบแสนพ่าย